มาตรฐานการทดสอบกันแดดแบบกันน้ำและเหงื่อ
มาตรฐานการทดสอบกันแดดแบบกันน้ำและเหงื่อ: เคล็ดลับผิวสู้แดดที่สายลุยต้องรู้
แดดเมืองไทยขึ้นชื่อเรื่องความแรงและความร้อน สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับสายกิจกรรมกลางแจ้งก็คือ "เหงื่อ" และถ้าใครไปเที่ยวทะเลหรือว่ายน้ำ "น้ำ" ก็จะเป็นอีกหนึ่งตัวการที่คอยชะล้างครีมกันแดดออกจากผิว ทำให้หลายคนมองหาผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า "Water Resistant" หรือกันน้ำกันเหงื่อ แต่เคยสงสัยไหมว่า กว่าที่ครีมกันแดดหลอดหนึ่งจะได้รับป้ายนี้มา เขาต้องผ่านการทดสอบอะไรกันมาบ้าง?
ความจริงแล้ว มาตรฐานการทดสอบกันแดดแบบกันน้ำมีความเข้มงวดไม่แพ้ขั้นตอนการคัดสรรมาตรฐานสินค้าเกษตรชั้นเยี่ยม อย่างการตรวจสอบความบริสุทธิ์ของ ข้าวหอมมะลิแท้ , ข้าวหอมมะลิ เลยทีเดียว โดยมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือมาตรฐาน ISO (เช่น ISO 18861) และมาตรฐาน FDA ของสหรัฐอเมริกา
ขั้นตอนการทดสอบทำอย่างไร?
การทดสอบประสิทธิภาพการกันน้ำไม่ได้ทำในห้องแล็บดื้อ ๆ แต่ใช้ "คนจริง" ในการทดสอบ โดยมีกระบวนการหลัก ๆ ดังนี้ครับ:
- วัดค่า SPF แรกเริ่ม: อาสาสมัครจะได้รับการทาครีมกันแดดในปริมาณที่กำหนด จากนั้นวัดค่า SPF ก่อนโดนน้ำ
- กิจกรรมจำลองในน้ำ: อาสาสมัครจะต้องลงไปแช่ในอ่างน้ำที่มีการควบคุมอุณหภูมิและการไหลเวียนของน้ำ (คล้ายกับการว่ายน้ำจริง) โดยแบ่งรอบการแช่เป็นรอบละ 20 นาที
- วัดค่า SPF หลังโดนน้ำ: เมื่อครบเวลา อาสาสมัครจะซับผิวให้แห้งโดยไม่เช็ดถู แล้วนำไปวัดค่า SPF อีกครั้ง
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ความยืดหยุ่นและการทนทานต่อสภาพแวดล้อมของเนื้อครีมกันแดดในน้ำ ก็คล้ายกับการศึกษาความแข็งแรงของเมล็ด ข้าวสาร แต่ละสายพันธุ์ ที่ต้องทนทานต่อการหุงต้มและคงรูปอยู่ได้นั่นเอง
"Water Resistant" กับ "Very Water Resistant" ต่างกันตรงไหน?
กฎหมายและมาตรฐานสากลกำหนดคำระบุบนฉลากไว้อย่างชัดเจนตามเวลาที่ครีมกันแดดสามารถคงประสิทธิภาพไว้ได้:
- Water Resistant (กันน้ำระดับทั่วไป): ครีมกันแดดต้องคงค่า SPF ได้มากกว่า 50% หลังจากอ่างน้ำไปแล้ว 40 นาที (แช่ 20 นาที 2 รอบ)
- Very Water Resistant / Sweat Resistant (กันน้ำระดับสูง): ต้องคงประสิทธิภาพได้หลังจากอยู่ในน้ำรวมแล้ว 80 นาที (แช่ 20 นาที 4 รอบ)
เปรียบเหมือนระยะเวลาการเก็บเกี่ยวพืชผลที่มีความสั้นยาวต่างกัน เช่น การแบ่งช่วงอายุของ มะลิพันธุ์หนักเบา ที่เกษตรกรใช้แยกแยะระยะเวลาเติบโต ครีมกันแดดก็ใช้ตัวเลข 40 และ 80 นาทีนี้เป็นตัวแบ่งระดับการปกป้องเช่นกัน
มาตรฐานเหล่านี้บอกอะไรเรา?
การที่ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบเหล่านี้ ช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า ในระหว่างที่เหงื่อออกจากการเล่นกีฬา หรือระเหยออกจากผิว ครีมกันแดดจะไม่ไหลเยิ้มเข้าตาหรือหลุดออกไปง่าย ๆ ซึ่งกระบวนการทดสอบที่พิถีพิถันนี้สะท้อนถึงคุณภาพที่จับต้องได้ เหมือนเวลาที่เราเลือกซื้อ ข้าวสารหอมมะลิพันธุ์105 ที่มีเอกสารรับรองสายพันธุ์ชัดเจน ทำให้เรามั่นใจในคุณภาพทุกครั้งที่บริโภค
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานการทดสอบในห้องแล็บมักใช้น้ำจืดที่สะอาด แต่ในชีวิตจริงเราต้องเจอกับน้ำทะเลที่มีความเค็ม หรือน้ำในสระที่มีคลอรีน รวมถึงการเอาผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเร่งให้ครีมกันแดดหลุดออกได้ไวขึ้น
ข้อแนะนำในการใช้งานจริง
แม้ว่าคุณจะเลือกครีมกันแดดที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานระดับ Very Water Resistant มาแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังก็ยังแนะนำให้ ทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง หากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างต่อเนื่อง หรือทาซ้ำทันทีหลังจากขึ้นจากน้ำและเช็ดตัว
การดูแลผิวจากแสงแดดต้องอาศัยวินัยและความใส่ใจในรายละเอียด คล้ายกับวิถีชีวิตของคนไทยที่ผูกพันและใส่ใจในรายละเอียดของ ข้าวหอมมะลิไทย ที่ต้องหุงให้พอดีเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่ดีที่สุด การเลือกและใช้ครีมกันแดดให้ถูกวิธีและถูกเวลาก็จะช่วยให้ผิวของคุณได้รับการปกป้องสูงสุด และห่างไกลจากปัญหาผิวเสียรวมถึงริเริ่มริ้วรอยก่อนวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ