ซาวข้าวแรงและหลายรอบเกินไป สารอาหารหายหมด
หลายคนติดนิสัยการเปิดน้ำใส่หม้อแล้วขยำเมล็ดข้าวอย่างแรง ขัดถูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนน้ำใสแจ๋ว เพราะเชื่อว่าจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองได้หมดจด แต่พฤติกรรมนี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้สารอาหารชั้นยอดหลุดลอยไปกับสายน้ำอย่างน่าเสียดาย
โดยธรรมชาติของข้าวสารที่ผ่านกระบวนการขัดสี เปลือกนอกและรำข้าวส่วนใหญ่จะถูกกะเทาะออกไปแล้ว เหลือเพียงสารอาหารสำคัญ เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และโปรตีนบางส่วนที่ยังคงเกาะอยู่บริเวณผิวชั้นนอกของเมล็ดข้าว การซาวน้ำแรงๆ หรือใช้เวลานานเกินไป จะชะล้างวิตามินกลุ่มที่ละลายในน้ำเหล่านี้ออกไปเกือบหมด ยิ่งหากเป็นข้าวคุณภาพสูงอย่างข้าวหอมมะลิ ความหอมตามธรรมชาติจากสารระเหย 2-AP (2-acetyl-1-pyrroline) ก็จะยิ่งลดน้อยถอยลงตามแรงขัดสีของฝ่ามือ
การเลือกชนิดของข้าวก็มีผลต่อการดูแลก่อนหุง ไม่ว่าจะเป็นมะลิพันธุ์หนักเบา ซึ่งมีอายุการเก็บเกี่ยวและโครงสร้างเมล็ดที่แตกต่างกัน ข้าวเบาที่เก็บเกี่ยวเร็วกว่าอาจมีความนุ่มและผิวเมล็ดที่บอบบางกว่า ในขณะที่ข้าวหนักต้องการการดูแลเรื่องการกักเก็บความชื้น แต่สิ่งที่ไม่ควรทำเหมือนกันคือการขยำจนเมล็ดหักท่อน เพราะเมื่อเมล็ดแตก รสสัมผัสหลังหุงสุกจะแฉะและเละ ไม่เรียงเม็ดสวยตามเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิแท้
สำหรับข้าวเกรดพรีเมียมอย่างข้าวสารหอมมะลิพันธุ์105 กระบวนการบรรจุในปัจจุบันมักผ่านมาตรฐานโรงสีที่สะอาด ปลอดภัย และแทบไม่มีสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อน การล้างทำความสะอาดจึงต้องการเพียงแค่การขจัดฝุ่นแป้งบางๆ ออกเท่านั้น การซาวที่ถูกต้องควรทำเพียง 1–2 รอบ โดยใช้นิ้วมือคนเบาๆ เป็นวงกลมให้น้ำทั่วถึง แล้วรีบรินน้ำออกทันที ไม่ควรแช่ข้าวทิ้งไว้ในน้ำซาว เพราะจะทำให้เมล็ดข้าวดูดซึมกลิ่นรำหรือกลิ่นคลอรีนในน้ำประปาเข้าไปแทน
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ เพียงเบามือลงและลดจำนวนครั้งในการล้าง จะช่วยรักษาทั้งคุณค่าทางโภชนาการ กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ และรสสัมผัสเหนียวนุ่มของข้าวหอมมะลิไทยไว้ได้อย่างครบถ้วน ให้ทุกมื้ออาหารได้ประโยชน์เต็มเมล็ดอย่างแท้จริง