ทำไมการนำข้าวสารที่หุงสุกแล้วไปแช่เย็น ถึงเปลี่ยนแป้งข้าวให้กลายเป็น 'แป้งต้านการย่อย'

ทำไมการนำข้าวที่หุงสุกแล้วไปแช่เย็น ถึงเปลี่ยนแป้งธรรมดาให้กลายเป็น "แป้งต้านการย่อย"?

สำหรับคนที่กำลังดูแลสุขภาพ ควบคุมน้ำหนัก หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด คำว่า "แป้งต้านการย่อย" (Resistant Starch) คงเป็นคำที่ผ่านหูมาบ่อยๆ แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า เราสามารถเปลี่ยนข้าวสวยธรรมดาในจานให้กลายเป็นอาหารฟังก์ชันนัลเพื่อสุขภาพได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้เทคนิค "หุงแล้วนำไปแช่เย็น" เท่านั้น!

จากแป้งย่อยง่าย... สู่แป้งต้านการย่อยได้อย่างไร?

โดยปกติเมื่อเรานำ ข้าวสาร มาหุง ความร้อนและน้ำจะทำให้เม็ดแป้งเกิดกระบวนการที่เรียกว่า Gelatinization คือ เม็ดแป้งพองตัวและสายโมเลกุลของแป้ง (อะไมโลสและอะไมโลเพกติน) ที่เคยคลายตัวออก จะถูกเอนไซม์ในระบบย่อยอาหารของเราย่อยเป็นน้ำตาลได้ง่ายและรวดเร็ว

แต่เมื่อนำข้าวที่หุงสุกแล้วไป แช่ตู้เย็น (ความเย็นประมาณ 4°C เป็นเวลา 12-24 ชั่วโมง) จะเกิดกระบวนการย้อนกลับที่เรียกว่า Retrogradation โมเลกุลของแป้งจะจัดเรียงตัวใหม่จับกันแน่นเป็นโครงสร้างผลึกที่แข็งแรงขึ้น โครงสร้างใหม่นี้เองที่เอนไซม์ย่อยแป้งในลำไส้เล็กไม่สามารถย่อยได้สะดวก จึงเปลี่ยนสภาพกลายเป็น "แป้งต้านการย่อย"

ประโยชน์ต่อสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม

  1. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: เมื่อแป้งย่อยยากขึ้น น้ำตาลจะถูกปลดปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ ลดการพุ่งสูงของอินซูลิน
  2. เป็นอาหารของจุลินทรีย์ดี (Prebiotics): แป้งต้านการย่อยจะเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่โดยไม่ถูกย่อย กลายเป็นอาหารของแบคทีเรียตัวดี ช่วยสร้างกรดไขมันสายสั้น (SCFA) ที่ดีต่อสุขภาพลำไส้
  3. ช่วยให้อิ่มนานขึ้น: ลดอาการหิวบ่อย เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังลดหรือควบคุมน้ำหนัก

ข้าวประเภทไหนที่เกิดแป้งต้านการย่อยได้ดี?

ปริมาณของแป้งต้านการย่อยที่เกิดขึ้นหลังการแช่เย็นนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณ "อะไมโลส" (Amylose) ในเม็ดข้าวเป็นสำคัญ ข้าวที่มีปริมาณอะไมโลสสูงจะเกิดกระบวนการ Retrogradation ได้ดีกว่า เช่น ข้าวสายพันธุ์หนัก หรือข้าวที่มีเม็ดแข็ง

อย่างไรก็ตาม คนไทยส่วนใหญ่นิยมรับประทาน ข้าวหอมมะลิ เพราะมีความนุ่มและหอมเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่า ข้าวหอมมะลิไทย จะจัดอยู่ในกลุ่มข้าวที่มีปริมาณอะไมโลสปานกลางถึงต่ำ ทำให้เกิดแป้งต้านการย่อยได้น้อยกว่าข้าวสายพันธุ์แข็งเล็กน้อย แต่เทคนิคการแช่เย็นก็ยังคงช่วยเพิ่มปริมาณแป้งต้านการย่อยในข้าวหอมมะลิได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการทานแบบหุงสุกใหม่ๆ

หากพูดถึงข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ข้าวสารหอมมะลิพันธุ์105 ถือเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ยอดนิยมระดับตำนานที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มเหนียวและกลิ่นหอมธรรมชาติ ซึ่งไม่ว่าจะเป็น มะลิพันธุ์หนักเบา หรือสายพันธุ์ไหน การนำมาผ่านกระบวนการหุงแล้วแช่เย็นก็ช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างแป้งให้ดีต่อสุขภาพขึ้นได้ทั้งสิ้น

เทคนิคการทานให้อร่อยและได้ประโยชน์สูงสุด

หลายคนอาจกังวลว่าการนำ ข้าวหอมมะลิแท้ ไปแช่เย็นจะทำให้ข้าวกระด้างจนทานไม่อร่อย วิธีแก้คือ:

  • อุ่นร้อนซ้ำได้: สามารถนำข้าวที่ผ่านการแช่เย็นแล้วมาอุ่นด้วยไมโครเวฟหรือนึ่งซ้ำได้ โครงสร้างของแป้งต้านการย่อยที่เกิดขึ้นแล้วส่วนใหญ่จะยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปทั้งหมดจากการอุ่นร้อน
  • เติมน้ำมันเล็กน้อยขณะหุง: การหยดน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกลงไปเล็กน้อยขณะหุง ก่อนนำไปแช่เย็น จะยิ่งช่วยเพิ่มปริมาณแป้งต้านการย่อยให้สูงขึ้นไปอีก

ข้าวสาร

  • ใหม่ล่าสุด
    ข้าวสาร ข้าวช้างถุงทอง 1 กิโลกรัม
    60.00 ฿
  • ใหม่ล่าสุด
    ข้าวสาร ข้าวช้างถุงทอง 5 กิโลกรัม
    225.00 ฿
  • ใหม่ล่าสุด
    ข้าวสาร ข้าวช้างถุงทอง 15 กิโลกรัม
    600.00 ฿

1 กิโลกรัม รวมยอด 60 บาท

5 กิโลกรัม รวมยอด 225 บาท

1 ถัง (รวม 15 กิโลกรัม) รวมยอด 600 บาท

 

#ข้าวสารหอมมะลิพันธุ์105
#มะลิพันธุ์หนักเบา
#ข้าวหอมมะลิแท้
#ข้าวตราช้างทอง
#Golden Elephant Rice
ปลูกเอง ตากเองสีเอง แพคเอง ขายเอง
ทำการสีใหม่ แพคสด 

วิธีการหุงข้าวให้ใส่น้ำพอประมาณ เพราะเป็นข้าวใหม่


Line ID: @ecocar
Call Center: 02-002-4606
ติดต่อโดยตรง (คุณเอ๋): 0922848660